Treatment Program

1. คีเลชั่นล้างสารพิษและโลหะหนัก (Chelation)

เป็นการให้สารประกอบประเภทกรดอะมิโนที่เรียกว่า EDTA ร่วมกับวิตามินและแร่ธาตุ เข้าสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำ สาร EDTA มีบทบาทสำคัญในการจับสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคลเซียมส่วนเกิดที่สะสมตกค้างในเนื้อเยื่อ และพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือด และกำจัดสารพิษดังกล่าวออกจากร่างกายผ่านระบบปัสสาวะ และระบบขับถ่าย อีกทั้งนอกจากการดักจับสารพิษแล้ว ยังมีการผสมวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทในการฟื้นฟูสุขภาพและปรับสมดุลให้กับร่างกาย ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ปรับสมดุลทางอาหาร และอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกายให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กันด้วย

ประโยชน์ของการทำคีเลชั่นล้างสารพิษและโลหะหนัก (Chelation)

  • ช่วยปรับระบบการไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการเกิดอุดตันและตีบในหลอดเลือดทั้งในสมอง และหัวใจ
  • ช่วยลดอาการความดันโลหิตสูง เบาหวาน โลหะหนักเป็นพิษ ปวดศีรษะบ่อย และการเจ็บป่วยเรื้อรัง
  • ช่วยส่งเสริมระบบการทำงานของปอดให้ดีขึ้น
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง
  • ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด
  • ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดข้ออับเสบ
  • ช่วยลดอาการหอบหืดและอาการภูมิแพ้
  • ช่วยลดระดับไขมันในเลือด
  • ช่วยบรรเทาอาการอัลไซเมอร์
  • ช่วยบรรเทาอาการเหน็บชา
  • ช่วยให้สมองมีความจำดีขึ้นและเป็นสมองแจ่มใส
  • ช่วยให้อาการอ่อนเพลียเรื้อรังหายไป
  • ช่วยปรับระบบประสาทการรับรู้
  • ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ

2. การล้างพิษตับ (Liver Detoxification)

เป็นการเพิ่มกรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี แมกนีเซียม โซเดียมไบคาร์บอเนต เปปไทด์กลูตาไธโอน และสารอาหาร เข้าสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำ เพื่อส่งเสริมการสร้างเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะกลูตาไธโอน (Glutathione) เพื่อช่วยให้ตับกำจัดสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเข้าไปเปลี่ยนสารพิษ เช่น โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง และแอลกอฮอล์ ให้สามารถละลายน้ำได้ และให้ตับขับสารพิษออกผ่านลำไส้ และขับออกจากร่างกายในรูปอุจจาระ แต่จะมีสารพิษบางส่วนถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดและขับออกทางไต อาจส่งผลให้ระบบไตทำงานหนัก เนื่องจากมีสารพิษจำนวนมากที่จะออกจากตับเข้าสู่ไต ผู้ที่รับการล้างพิษตับจึงต้องมีสภาพการทำงานของไตที่สมบูรณ์ด้วย เพื่อให้การล้างพิษตับเป็นไปอย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษในร่างกายได้ดีที่สุด

ประโยชน์ของการล้างพิษตับ (Liver Detoxification)

  • ช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับ และเพิ่มประสิทธิภาพในการขับสารพิษตกค้างในร่างกาย
  • ช่วยปกป้องตับจากการทำเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างเอนไซม์หลากหลายชนิดที่ทำหน้าที่ในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
  • ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ที่ช่วยปกป้องและต่อต้านการทำลายเซลล์โดยเฉพาะเซลล์ตับ
  • ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย
  • ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงเพื่อต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เพื่อบรรเทาความรุนแรงของหวัดหรืออาการภูมิแพ้
  • ช่วยลดการสะสมไขมันที่ตับและลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
  • ช่วยป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง
  • ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์และคืนความสดชื่นให้กับเซลล์ทั่วร่างกาย
  • ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง คอลลาเจน อิลาสติน เส้นเอ็น และความแข็งแรงยืดหยุ่นของหลอดเลือด
  • ช่วยลดความเครียดและอาการหงุดหงิด

3. ล้างหลอดเลือด เพื่อกำจัดแคลเซียมและ Plaque ที่ก่อตัวในหลอดเลือด (Phospholipid Treatment)

การล้างหลอดเลือด เป็นการใช้กรดไขมันจำเป็นที่ได้มาจากพืช (EPL-PP) เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากค่าระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โดย EPL-PP ช่วยปรับไขมันส่วนเกินในเลือด ขจัดแคลเซียม ไขมันที่ก่อตัวเป็นก้อน (Plaque) และไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดต่าง ๆ

ประโยชน์ของการล้างหลอดเลือด

  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด Plaque ในหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น
  • ช่วยในการรักษาโรคหลอดเลือดแข็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง และลดอาการเจ็บหน้าอก
  • ช่วยเพิ่มระดับโคเลสเตอรอล HDL (ไขมันดี) และเพิ่มกรดไขมันจำเป็นสำหรับร่างกาย
  • ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล LDL (ไขมันเลว)
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดไขมันเกาะตับ
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็น แผลกดทับ และแผลที่เกิดจากขาดเลือดในร่างกาย
  • ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี และนุ่มนวล

การใช้ฮอรโมนทดแทนจากธรรมชาติเพื่อรักษาภาะวะพร่องฮอร์โมน (Hormonal Imbalance)

  1. Menopause ภาวะวัยทอง
  2. Andropause (Low testosterone level) ภาวะพร่องฮอร์โมนชาย
  3. Erectile dysfunction ภาวะหย่อนสมรรถภาพชาย
  4. Metabolic hormone การเผาผลาญบกพร่อง
  5. Muscle Builder เสริมสร้างกล้ามเนื้อ
  6.  Adrenal Fatigue ภาวะต่อมหมวกไตล้า
  7. Subclinical Hypothyroid ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์
  1. ปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิต
  2. วิตามินและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย

การใช้วิตามินบำบัด/การดริปวิตามิน IV Drip หรือ IV Therapy ย่อมาจาก Intravenous Therapy หมายถึงการให้วิตามินหรือสารน้ำผ่านทางหลอดเลือดดำเข้าสู่ร่างกาย

1. Curcumin IV (สารสกัดจากขมิ้นชัน)

ขมิ้นชันเป็นพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ด้วยสารอาหารที่ครอบครองดังนี้

  • วิตามินเอ: เป็นสารต้านออกซิแดนที่มีประโยชน์ในการปกป้องเซลล์ผิวและระบบมลภาวะ
  • วิตามินบี 1: ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิสซึมและการใช้พลังงานในร่างกาย
  • วิตามินบี 2: มีบทบาทในการสร้างเนื้อเยื่อและผิวขาวในร่างกาย
  • วิตามินบี 3: เสริมสร้างระบบประสาทและมลภาวะ
  • วิตามินชี: เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและการสร้างกระดุม
  • วิตามินอี: มีส่วนร่วมในการปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหายจากสารออกซิเดชั่น
  • แคลเซียม: มีบทบาทสำคัญในส่วนกายและการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ทำงานตามปกติ
  • ฟอสฟอรัส: สำคัญในการสร้างกระดุมและระบบกระดุมและกระดุม
  • เหล็ก: เป็นส่วนหนึ่งของฮีมโลบินและเกี่ยวข้องกับการขนส่งออกซิเจนในร่างกาย
  • เกลือแร่: มีบทบาทในการรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย

การให้สารสกัดจากขมิ้นชัน (Curcumin) เข้าสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำจะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคมะเร็ง จากการศึกษาวิจัยการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง (Clinical Trial) ด้วย curcumin ร่วมกับยาเคมีบำบัดพบว่า ได้ผลดีในมะเร็งตับอ่อน มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้

ประโยชน์ของการทำ Curcumin IV (สารสกัดจากขมิ้นชัน)

  • ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ในร่างกาย รวมถึงช่วยต้านมะเร็ง
  • ช่วยลดการสะสมของเบต้าอะมัยลอยด์โปรตีนในสมอง
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวฉับพลัน และกลุ่มอาการ การทำหน้าที่ผิดปกติของหลายอวัยวะ
  • ช่วยลดการอักเสบ/บรรเทาอาการปวด
  • ช่วยต้านเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์
  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
  • ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน
  • ช่วยในการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคข้ออักเสบข้อต่อ โรคลำไส้อักเสบ โรคซึมเศร้า และป้องกันโรคเบาหวาน เป็นต้น

2. Resveratrol IV (เรสเวอราทรอล)

การให้สารกลุ่ม Polyphenol ที่พบมากในองุ่นและผลไม้ตระกูลเบอร์รี เช่น บลูเบอร์รี แครนเบอร์รี และมัลเบอร์รี ซึ่งเป็นสารสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เข้าสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำ มีบทบาทสำคัญในเรื่องของการชะลอวัย ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว โดยไปกระตุ้นคอลลาเจนใต้เซลล์ผิว

ประโยชน์ของการทำ Resveratrol IV (เรสเวอราทรอล)

  • ช่วยป้องกัน และลดอัตราการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด และยังช่วยลดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (Venous Thromboembolism: VTE)
  • ช่วยลดภาวะการอักเสบ ภายในร่างกาย
  • ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด
  • ช่วยต้านเอนโซม์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์
  • ช่วยเผาผลาญไขมัน และล้างไขมันในเลือด
  • ช่วยเผาผลาญน้ำตาล และกระตุ้นการทำงานของอินซูลิน และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ
  • ช่วยล้างสารพิษ Dioxin ออกจากร่างกาย
  • ช่วยเพิ่มความยาว Telomere ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการเสริมสร้างเซลล์ในร่างกาย
  • ช่วยสร้าง Mitochondria เกี่ยวข้องกับการเพิ่มพลังงาน
  • ช่วยสร้างพลังงานระดับเซลล์ ATP ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในกระบวนการเผาผลาญพลังงาน.
  • ช่วยในการหลับลึก (Non-Rapid Eye Movement) ปรับคุณภาพการนอนหลับ และช่วยลดอาการนอนไม่หลับ
  • ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า
  • ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง

3. วิตามินซีบำบัด

การให้วิตามิน C เข้มข้น รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ และเกลือแร่ต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำ เพื่อช่วยให้เซลล์ภายในร่างกายได้รับสารอาหารได้โดยตรง ส่งผลในการรักษา และฟื้นฟูสุขภาพร่างกายอย่างรวดเร็ว ส่งเสริมการทำงานภายในร่างกายในหลายระบบให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการทำวิตามินซีบำบัด

  • ช่วยปกป้องและซ่อมแซมเซลล์ กระตุ้นและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และป้องกันการติดเชื้อ
  • ช่วยฆ่าเชื้อไวรัส ลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในร่างกาย
  • ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้
  • ช่วยในการหายของบาดแผล ส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อ และผิวหนังใหม่
  • ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย และเพิ่มพลังการทำงานของร่างกาย
  • ช่วยลดภาวะต่อมหมวกไตล้า ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของไตให้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแดง โรคหัวใจ โรคเข่าเสื่อม ข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ และโรคต้อกระจก
  • ช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษามะเร็ง เมื่อรักษาร่วมกันกับการใช้รังสีบำบัด
  • ช่วยสร้างคอลลาเจนผิว ทำให้ผิวกระชับเรียบเนียน และช่วดลดการสร้างเม็ดสี ทำให้ผิวดูกระจ่างใส ผิวพรรณมีสุขภาพดี

4. NAD+ Therapy

NAD+ หรือ Nicotinamide Adenine Dinucleotide คือ การให้วิตามินเข้าสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำ โดยให้โคเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มวิตามิน B3 ซึ่งเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ และปรากฏอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกายมนุษย์ มีบทบาทสำคัญในการทำงานของไมโทคอนเดรีย โดยเปลี่ยนแปลงสารอาหารให้เป็นพลังงานสำหรับเซลล์ประสาทและสมอง

ประโยชน์ของการทำ NAD+ Therapy

  • ช่วยรักษาองค์ประกอบของโมเลกุลดีเอ็นเอ (DNA) และเพิ่มความยาวให้เทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเป็นตัวช่วยบ่งบอกอายุขัย และความเสื่อมภายในร่างกาย
  • ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดความเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ในสมอง ทำให้ระบบการทำงานของสมองและหน่วยความจำทำงานดีขึ้น
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์เซอร์ทูอิน (Sirtuin) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยลดการอักเสบ ฟื้นฟู ซ่อมแซมความเสียหายระดับดีเอ็นเอ อันมีสาเหตุมาจากมลภาวะแสงแดดและรังสียูวี (UV) การดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ช่วยในการผลิต Adenosine Triphosphate (ATP) ซึ่งเป็นสารให้พลังงานแก่เซลล์ของสิ่งมีชีวิต ทั้งยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นของไมโทรคอนเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานในร่างกายมนุษย์
  • ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองให้แข็งแรง และชะลอการเสื่อมถอยทางสติปัญญา
  • ช่วยในการแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน และเพิ่มการเผาผลาญ
  • ช่วยในการดูแลให้สุขภาพเซลล์แข็งแรงขึ้น และกระตุ้นการทำงานของเซลล์
  • ช่วยชะลอความชรา
  • ช่วยลดอาการเหนื่อยล้า

5. ไมเยอร์ ค็อกเทล (Myer’s Cocktail)

การให้สารอาหารและแร่ธาตุหลายชนิด ประกอบด้วยวิตามิน C B1 B2 B3 B5 B6 B12 โฟเลต แร่ธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม คลอไรด์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ในสัดส่วนที่เหมาะสม เข้าสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำ เพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์ และระบบไมโตคอนเดรีย ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของเซลล์ และช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่ผิดปกติของร่ายกายได้

ประโยชน์ของการทำไมเยอร์ ค็อกเทล

  • ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง
  • ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด ไมเกรน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และภูมิแพ้ได้
  • ช่วยในการนอนหลับดีขึ้น ลดอาการของโรคกังวล และซึมเศร้า
  • ช่วยในการฟื้นตัวของผู้ป่วยระยะพักฟื้นหลังผ่าตัด
  • ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ลดการอักเสบต่าง ๆ
  • ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ

การใช้สเต็มเซลล์ (Stem Cells) คือการใช้เซลล์ต้นกำเนิดสเต็มเซลล์ ให้ทางหลอดเลือดดำ เซลล์ที่เข้าสู่ร่างกายจะทำหน้าที่ซ่อมแซมอวัยวะที่เสื่อม ฟื้นฟูดูแลสุขภาพพร้อมคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ร่างกาย และใช้ในการรักษาโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ สามารถฉีดได้ ทั้งบริเวณ หน้า คิ้ว ผม และเข่า เป็นต้น

การเติมวิตามินและสารเสริมอาหารให้ร่างกาย (Supplements)

วิตามินเฉพาะบุคคล เป็นการออกแบบวิตามินให้เข้ากับความต้องการของแต่ละบุคคล โดยพิจารณาจากการตรวจวัดระดับวิตามินและฮอร์โมนของบุคคลนั้น ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เป็นต้น การประเมินระดับวิตามินเฉพาะบุคคลจะช่วยให้แพทย์กำหนดสูตรวิตามินที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายบุคคลนั้น ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

Botulinum toxin

โบท็อกซ์ เป็นสารที่ทางการแพทย์นิยมใช้ในการแก้ไขปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์บนใบหน้า ซึ่งมีฤทธิ์ที่สามารถคลายกล้ามเนื้อได้ โดยยับยั้งเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอยรอยเหี่ยวย่นเมื่อมีการขยับใบหน้า ช่วยให้กล้ามเนื้อข้างเคียงบริเวณที่ฉีดเกิดการหดตัวมากกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าผาก หัวคิ้ว หางตา ริ้วรอย รอบริมฝีปาก เป็นต้น

นอกจากการใช้ในการลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ โบท็อกซ์ยังมีการนำมาใช้เพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น กล้ามเนื้อกรามที่ทำให้กรามดูใหญ่ และลดขนาดกล้ามเนื้อน่องในผู้ที่มีปัญหาน่องใหญ่ เป็นต้น

โบท็อกซ์ถือเป็นสารที่มีลักษณะแปลกปลอมในร่างกาย หลังจากที่ถูกฉีดเข้าไป ร่างกายจะเริ่มขจัดสารนี้ออกเองตามเวลาที่ผ่านไป ซึ่งฤทธิ์ของโบท็อกซ์จะคลายตัวลงตามไปด้วย ทำให้ต้องฉีดใหม่ทุก 6-9-12 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ขึ้นอยู่กับบุคคล ตำแหน่งที่ฉีด และปริมาณที่ถูกใช้. และเมื่อฤทธิ์ของโบท็อกซ์ หมดลงแล้วก็ไม่ได้ทําให้ริ้วรอยกลับมาเป็นมากกว่าเดิม ในทางตรงข้ามกลับเป็นการป้องกันไม่ให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นเพราะเวลาแสดงอารมณ์นั้น พัฒนาไปจนกระทั่งเป็นริ้วรอยถาวรอีกด้วย

Filler

ฟิลเลอร์เป็นสารที่ได้รับความนิยมในวงการแพทย์และความงาม เป็นสารที่ใช้เพิ่มปริมาณ (Volume) เพื่อเติมเต็มความบกพร่องของใบหน้า เป็นสารที่ปลอดภัย ไม่เกิดอาการแพ้ สามารถสลายไปเองได้ตามธรรมชาติ จึงไม่เป็นอันตราย หรือก่อให้เกิดผลข้างเคียงในระยะยาว ซึ่งในท้องตลาดมีหลายชนิดหลายแบบให้เลือก แต่ที่นิยมฉีดกันมาก คือ ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic acid) หรือนิยมเรียกกันง่าย ๆ ว่า คอลลาเจน

ไฮยาลูโรนิกแอซิดไม่ใช่คอลลาเจนแท้ แต่เป็นสารที่ธรรมชาติมีในเนื้อผิวของเราอยู่แล้ว มีหน้าที่โอบอุ้มน้ำและความชุ่มชื้น ทำให้ผิวเนียนนุ่ม ยืดหยุ่น และกระชับ ในวงการแพทย์ความงาม ฟิลเลอร์ถูกพัฒนาขึ้นผ่านกระบวนการสังเคราะห์โดยใช้แบคทีเรีย ทำให้สารมีความเข้มข้นและคงตัวมากกว่าธรรมชาติหลายเท่า การปรับปรุงนี้เพื่อให้ฟิลเลอร์มีลักษณะที่คงตัว และสามารถใช้ฉีดเพื่อเพิ่มปริมาณให้กับใบหน้า ทดแทน Collagen ที่เริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้ผิวเต่งตึง ลดริ้วรอยที่ลึกให้ตื้นขึ้น และเติมร่องลึกให้หายไป ทำให้ใบหน้าดูอ่อนวัยและสดใส

Ulthera

เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์พลังงานสูงเพื่อกระชับผิว และลดริ้วรอยบนใบหน้าโดยใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อยกกระชับหน้า ทำให้การรักษาเป็นไปได้ทั้งอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง หลักการทำงานของ Ulthera คือการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อยกกระชับผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว คลื่นเสียงนี้สามารถถึงชั้นผิว SMAS ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยหดตัวและกระชับขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินภายในชั้นผิว เป็นวิธีการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงในการแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยบนใบหน้า

Ulthera เหมาะสำหรับผู้ที่พบกับปัญหาความหย่อนคล้อยและริ้วรอยเริ่มต้น หรือคนที่ต้องการฟื้นฟูและคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวหน้า การใช้ Ulthera ช่วยให้กรอบหน้าดูชัดเจนขึ้น ลดริ้วรอยร่องแก้ม แก้มหย่อนคล้อย ลดร่องมุมปาก ลดริ้วรอยรอบดวงตา เพื่อฟื้นฟูผิวให้กระชับเรียบเนียน และลดขนาดรูขุมขน นับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อการผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในการฟื้นฟูและคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว